ช่วงเวลาท้ายปีแบบนี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่บรรยากาศการเฉลิมฉลอง กลิ่นอายของเทศกาล และคำถามที่ว่า "ปีนี้ไปเที่ยวไหน?" หรือ "กลับบ้านมั้ย?" สำหรับบางคนที่เลือกจะอยู่เงียบๆ กับตัวเอง หรืออาจจะไม่มีทางเลือกอ

ช่วงเวลาท้ายปีแบบนี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่บรรยากาศการเฉลิมฉลอง กลิ่นอายของเทศกาล และคำถามที่ว่า "ปีนี้ไปเที่ยวไหน?" หรือ "กลับบ้านมั้ย?" สำหรับบางคนที่เลือกจะอยู่เงียบๆ กับตัวเอง หรืออาจจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอยู่คนเดียว ความกดดันในการ ตั้งขอบเขต การอยู่คนเดียวในช่วงเทศกาล มันเลยดูเหมือนจะยากขึ้นเป็นสองเท่าเลยมั้ย?
เราเข้าใจนะว่าความรู้สึกมันปนเปกันไปหมด ทั้งที่ใจหนึ่งอยากพัก แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าปฏิเสธคำชวนไป จะดูเป็นคนแปลกมั้ย หรือจะทำให้บรรยากาศเสียหรือเปล่า
มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานคือการเชื่อมโยง (Connection) และในช่วงเทศกาล สังคมมักจะฉายภาพซ้ำๆ ว่าความสุขคือการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ การฉลองที่มีคนเยอะๆ เมื่อเราเลือกเดินตรงกันข้าม หรือเลือกที่จะรักษาพื้นที่ส่วนตัว มันจึงเกิดกลไกที่เรียกว่า Social Comparison หรือการเปรียบเทียบทางสังคมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เมื่อเราเห็นคนอื่นดูมีความสุขกับการรวมตัว เราจะเริ่มตั้งคำถามกับความต้องการของตัวเองว่า "เราทำถูกมั้ย?" หรือ "เราเป็นคนเห็นแก่ตัวหรือเปล่า?" ความกังวลเหล่านี้แหละที่ทำให้เกราะป้องกันใจของเราบางลง จนสุดท้ายเราก็เผลอรับคำชวนที่ใจไม่ได้อยากไปจริงๆ เพียงเพื่อจะหนีจากความรู้สึกผิดนั้นเอง
ถ้าเธอตัดสินใจแล้วว่าปีนี้อยากใช้เวลาเงียบๆ เพื่อทบทวนตัวเอง หรือแค่ต้องการพักผ่อนจริงๆ ลองใช้วิธีเหล่านี้ดูนะ
ก่อนจะไปตอบคนอื่น เธอต้องตอบตัวเองให้ชัดก่อนนะว่า การเลือกอยู่คนเดียวไม่ได้แปลว่าเราไม่รักเพื่อน หรือไม่สนใจครอบครัว แต่มันคือการเติมพลังให้ตัวเองเพื่อที่จะได้กลับไปเป็นเราที่พร้อมแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ในอนาคต เมื่อเราเคารพความต้องการของตัวเอง เสียงที่พูดออกไปจะมีความมั่นคงขึ้นโดยธรรมชาติ
ไม่จำเป็นต้องมีข้ออ้างยาวเหยียดนะ เพราะยิ่งอธิบายเยอะ จะยิ่งดูเหมือนเรากำลังแก้ตัว ลองใช้ประโยคสั้นๆ อย่าง "ขอบคุณมากเลยที่ชวนนะ ดีใจที่นึกถึงกัน แต่ปีนี้เราตั้งใจจะใช้เวลาพักผ่อนเงียบๆ กับตัวเองจริงๆ ไว้โอกาสหน้าเราค่อยเจอกันนะ" การบอกความตั้งใจ (Intent) จะช่วยให้คนรับสารเข้าใจมากกว่าการบอกเหตุผล (Excuse)
การตั้งขอบเขตได้สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีความรู้สึกด้านลบบางอย่างเกิดขึ้นนะ บางทีพอถึงเวลาจริงๆ เธออาจจะรู้สึกโหวงเหวงบ้าง ซึ่งนั่นปกติมากๆ ไม่ต้องรีบตัดสินใจเปลี่ยนใจนะ แค่รับรู้ว่ามันคือความรู้สึกที่ผ่านมาแล้วเดี๋ยวก็ผ่านไป ลองหากิจกรรมเล็กๆ ที่ทำให้ใจฟูทำดูนะ
การบอกปัดหรือการขอมีพื้นที่ส่วนตัว ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวเธอลดลงเลยนะ ในทางกลับกัน มันคือสัญญาณว่าเธอเริ่มรู้จักและรักตัวเองมากพอที่จะไม่ฝืนทำในสิ่งที่เกินกำลัง
ค่อยๆ ฝึกไปนะ เทศกาลหน้าอาจจะยังไม่เก่งที่สุด แต่แค่เริ่มในครั้งนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว
จำไว้ว่า ขอบเขตที่มีความหมายที่สุด คือขอบเขตที่เราสร้างขึ้นเพื่อดูแลใจตัวเอง
หากวันไหนรู้สึกว่าความเชื่อมั่นในตัวเองเริ่มจางหาย ลองแวะไปเติมพลังด้วยประโยคดีๆ ที่เราเตรียมไว้ให้ในหน้า Affirmation ดูนะ ให้คำพูดเหล่านั้นช่วยโอบกอดใจเธอในวันที่ดูเหมือนจะตั้งหลักยาก
อ่านบทความเกี่ยวกับการดูแลตัวเองเพิ่มเติมได้ที่ Kind Year Review: ทบทวนปีที่ผ่านมาด้วยความใจดี
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
ปฏิเสธคนไม่เป็น: เมื่อการพูดว่าไม่รู้สึกผิดกว่าที่ควร มีคนขอความช่วยเหลือ รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีเวลา แต่ก็บอกว่าโอเคไปอย่างนั้น แล้วก็นั่งรับแบกคนเดียวด้วยความรู้สึกแย่ ถ้าเคยทำแบบนี้ ก็ไม่ได้แปลกนะ เพราะ