ครึ่งปีหลังไม่จำเป็นต้องเป็นเวลาของการพิสูจน์ตัวเอง แต่เป็นเวลาของการอยู่กับตัวเองแบบใจดีกว่าเดิม

ครึ่งปีหลังเริ่มต้นแล้ว และความกดดันที่เคยมีก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง — รู้สึกว่าต้องทำให้ดีกว่าเดิม ต้องพิสูจน์ว่า 6 เดือนแรกที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่า ต้องทำให้เห็นผลลัพธ์บางอย่างที่ยืนยันได้ว่าเราเดินมาถูกทาง
แต่ถ้าลองคิดต่างออกไปบ้างล่ะ ถ้าครึ่งปีหลังไม่จำเป็นต้องเป็นเวลาของการพิสูจน์ตัวเอง แต่เป็นเวลาของการอยู่กับตัวเองแบบใจดีกว่าเดิม
การพิสูจน์ตัวเองมันเหนื่อย มันทำให้เราทำงานหนักขึ้น กดดันตัวเองมากขึ้น เปรียบเทียบกับคนอื่นมากขึ้น แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ายังไม่ดีพออีก เป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ยังมีอีกขั้นที่ต้องขึ้นไป
ลองเขียนจดหมายให้ตัวเองฉบับนี้
เขียนจากใจจริงๆ บอกตัวเองว่า 6 เดือนที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี แล้วจบด้วยการบอกตัวเองว่าครึ่งปีหลังเราจะใจดีกับตัวเองกว่าเดิม ไม่ต้องพิสูจน์อะไร แค่อยู่และเดินต่อไป
ตั้งเป้าหมายแบบ soft goal แทน hard goal
Soft goal คือเป้าหมายที่วัดที่ความรู้สึก ไม่ใช่ผลลัพธ์ เช่น อยากให้ตัวเองรู้สึกเบาขึ้น อยากดูแลตัวเองมากขึ้น อยากเลือกทำสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ มันไม่มีเส้นชัยที่ต้องถึง แต่มีทิศทางที่ชัดเจน
อนุญาตให้ตัวเองผิดหวังได้
ครึ่งปีหลังไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ การอนุญาตให้ตัวเองผิดหวังบ้าง ล้มบ้าง เปลี่ยนใจบ้าง คือการปลดปล่อยตัวเองจากความกดดันที่ไม่จำเป็น
ครึ่งปีที่เหลืออยู่ข้างหน้า มันไม่ได้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่าเราคุ้มค่า แต่มีไว้เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตแบบที่เราอยากใช้ ค่อยๆ เดินไปนะ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้ใคร แค่เป็นตัวเองแบบที่ใจดีที่สุดก็พอ
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
คุณค่าของเราไม่ได้หายไปเพราะ ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ “ถ้างานนี้พลาด คงไม่มีใครเชื่อใจเราอีกแล้วแน่ๆ” ความกดดันก่อนเริ่มโปรเจกต์สำคัญ หรือการก้าวขึ้นมารับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น มักจะพาเราไปพบกับเพื่อน