เคยไหม... ที่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแบกก้อนหินไว้เต็มกระเป๋าเป้ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นว่ามันคืออะไร แต่กลับรู้สึกปวดร้าวไปทั้งบ่าและแผ่นหลัง ไม่ว่าจะพยายามนอนพักเท่าไหร่ ความรู้สึกหนักอึ้งนี้ก็ไม่เคยหายไ

เคยไหม... ที่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแบกก้อนหินไว้เต็มกระเป๋าเป้ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นว่ามันคืออะไร แต่กลับรู้สึกปวดร้าวไปทั้งบ่าและแผ่นหลัง ไม่ว่าจะพยายามนอนพักเท่าไหร่ ความรู้สึกหนักอึ้งนี้ก็ไม่เคยหายไปไหนเลย
บางครั้งก้อนหินเหล่านั้นมาในรูปแบบของความคาดหวังจากคนรอบข้าง บางก้อนคือความทรงจำที่ผิดพลาดในอดีตที่เราเฝ้าโทษตัวเองซ้ำๆ และหลายก้อนคือความกังวลถึงอนาคตที่ยังเดินทางมาไม่ถึง เราเผลอหยิบมันใส่กระเป๋ามาทีละก้อนๆ ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าเราแบกมันไว้ทั้งหมด เราจะสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้
วันก่อนเรามีโอกาสคุยกับพี่คนหนึ่งที่เป็นคนเก่งมากๆ เขาเป็นนักวางแผนที่เตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ แต่เขาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าว่า เขานอนไม่หลับมาหลายเดือนแล้ว เพราะสมองไม่ยอมหยุดคิดถึงเรื่องงานและปัญหาของคนในครอบครัว เขาพยายามจะจัดการทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่ยิ่งพยายามกำทุกอย่างไว้แน่นเท่าไหร่ เขากลับยิ่งรู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังล่มสลาย
เขาถามเราว่า พี่รู้ว่าต้องปล่อยวาง แต่พี่ทำไม่เป็น พี่กลัวว่าถ้าพี่ปล่อยมือ ทุกอย่างมันจะพังลงมาต่อหน้าต่อตา
ประโยคนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดของคนยุคนี้ได้ดีมาก เรามักจะถูกสอนให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ให้เป็นเดอะแบกที่พึ่งพาได้ จนเราเผลอเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดกับการต้องจัดการทุกเรื่องให้สมบูรณ์แบบ สมองของเราเลยจดจำสมการผิดๆ ไว้ว่า การปล่อยวางเท่ากับการยอมแพ้ หรือการเป็นคนไม่เอาไหน
แต่ในความเป็นจริง ทางจิตวิทยาและหลักการทำงานของสมองบอกเราว่า มนุษย์เราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แบกรับทุกอย่างไว้ตลอดเวลา การพยายามควบคุมสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เช่น ความคิดของคนอื่น อดีตที่ผ่านไปแล้ว หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง เป็นการเผาผลาญพลังงานชีวิตที่รวดเร็วและสูญเปล่าที่สุด
ความกลัวที่จะสูญเสียการควบคุม เป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของมนุษย์ สมองของเราชอบความแน่นอน เพราะมันแปลว่าเราจะปลอดภัย ดังนั้นเวลาที่มีใครบอกให้เราปล่อยวาง สมองจึงต่อต้านอย่างหนัก เพราะมันตีความหมายของการปล่อยวางว่าคือความเสี่ยงและความไม่มั่นคง
ถ้าเราลองปรับมุมมองใหม่ การปล่อยวางหรือความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ไม่ใช่การทำตัวเฉยชา ไม่ใช่การหนีปัญหา และไม่ได้แปลว่าเราเลิกแคร์ แต่คือการยอมรับความจริงที่ว่า มีบางสิ่งบนโลกใบนี้ที่เราควบคุมไม่ได้ และเรามีสิทธิ์ที่จะวางมันลง เพื่อเซฟพลังงานไว้จัดการกับสิ่งที่เราควบคุมได้จริงๆ
การฝืนกำเศษแก้วที่แตกแล้วไว้ในมือ ยิ่งกำแน่นเท่าไหร่ก็ยิ่งบาดมือเราลึกขึ้นเท่านั้น การยอมคลายมือออกอาจจะน่ากลัวในตอนแรก แต่มันคือวิธีเดียวที่จะทำให้เลือดหยุดไหล และทำให้แผลค่อยๆ สมานตัวได้ในที่สุด
เข้าใจเลยนะว่าสำหรับคนที่แบกทุกอย่างมาตลอดชีวิต การจะบอกให้วางลงมันเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก มันน่ากลัวและทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย แต่อยากชวนให้ลองฝึกวิชาทิ้งของหนักเหล่านี้ดูนะ ค่อยๆ เริ่มทำทีละนิด ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับตัวเองดู
คัดแยกขยะในหัวใจ
ลองหยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วแบ่งหน้ากระดาษเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายเขียนสิ่งที่เราควบคุมได้ เช่น คำพูดของเรา การกระทำของเรา การดูแลตัวเอง ฝั่งขวาเขียนสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ปฏิกิริยาของหัวหน้า เศรษฐกิจ หรืออดีต อนุญาตให้ตัวเองโฟกัสและลงมือทำแค่ฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาให้มองเห็นมัน รับรู้มัน แล้วบอกตัวเองว่าเรื่องนี้อยู่นอกขอบเขตความรับผิดชอบของเราแล้ว
ฝึกอนุญาตให้ความผิดหวังเกิดขึ้น
เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แก้ปัญหาให้ได้ทุกเรื่อง ลองฝึกพูดคำว่า เราทำเต็มที่แล้ว ผลจะเป็นยังไงก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป การอนุญาตให้ความไม่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นได้ คือการคลายเกลียวความกดดันที่รัดแน่นอยู่ในหัวของเราให้คลายออก
การดึงตัวเองกลับมาที่ร่างกาย
เวลาที่สมองเริ่มกังวลและพยายามจะแบกโลกอีกครั้ง ให้ดึงความสนใจกลับมาที่ปัจจุบัน ลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับรู้สัมผัสของฝ่าเท้าที่เหยียบลงบนพื้น หรือความอุ่นของแก้วน้ำในมือ การกลับมาเชื่อมต่อกับร่างกาย จะช่วยตัดวงจรความคิดที่วิ่งวนไปมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซ้อมปล่อยมือจากเรื่องเล็กๆ
ไม่ต้องเริ่มจากการปล่อยวางเรื่องใหญ่โต ลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันก่อน เช่น ยอมปล่อยให้จานชามในอ่างแช่ไว้ก่อนสักชั่วโมงโดยไม่รู้สึกผิด หรือยอมให้เพื่อนเลือกร้านอาหารที่อาจจะไม่ได้อร่อยที่สุด ฝึกให้สมองชินกับความรู้สึกที่ว่า ถึงเราไม่ได้ควบคุมทุกอย่าง โลกก็ไม่ได้แตกสลายนะ
ถ้าวันนี้เธอลองทำตามแล้วยังรู้สึกว่ามือมันเผลอกำแน่นขึ้นมาอีก ก็ไม่เป็นไรเลยนะ ความเคยชินที่สะสมมาหลายปี ไม่สามารถลบเลือนได้ในวันเดียว แค่เธอเริ่มตระหนักรู้และพยายามคลายมือออกนิดหน่อย ก็ถือเป็นความก้าวหน้าที่น่าภูมิใจมากๆ แล้ว ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปนะ
การปล่อยวาง ไม่ใช่การโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี แต่คือการวางลงอย่างทะนุถนอม... เพื่อให้มือของเราว่างพอที่จะโอบกอดตัวเอง
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
เคยสังเกตมั้ย... ยิ่งเข้าใกล้เดือนสุดท้ายของปีมากเท่าไหร่ ไหล่ของเราก็ดูจะหนักขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่ความหนักจากสิ่งของ แต่มันคือความหนักจาก "แรงกดดันก่อนสิ้นปี" ที่ถา