เคยเป็นมั้ย... ในวันที่คนรอบข้างเริ่มวางแผนเที่ยวช่วงวันหยุดยาว หรือพูดถึงการกลับไปหาครอบครัว แต่ในใจเรากลับรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก ความตื่นเต้นที่ควรจะมี กลับถู

เคยเป็นมั้ย... ในวันที่คนรอบข้างเริ่มวางแผนเที่ยวช่วงวันหยุดยาว หรือพูดถึงการกลับไปหาครอบครัว แต่ในใจเรากลับรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก ความตื่นเต้นที่ควรจะมี กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าและความเหงาที่ถาโถมเข้ามาดื้อๆ ทั้งที่เราก็ยังมีเพื่อน มีงาน และมีชีวิตที่ดูเหมือนจะปกติดี
ความเหงาก่อนวันหยุดยาว (Holiday Blues) มักจะมาทักทายเราในช่วงรอยต่อของปีแบบนี้แหละ โดยเฉพาะสำหรับคนที่รับบทเป็น 'เดอะแบก' มาตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะแบกงาน แบกความคาดหวัง หรือแบกความรู้สึกของคนอื่นไว้จนไม่มีพื้นที่ให้ตัวเอง พอกิจวัตรประจำวันที่เคยช่วยให้เราลืมความเหงาเริ่มหยุดชะงักลง ความอ้างว้างที่ถูกซุกซ่อนไว้จึงปรากฏตัวออกมาอย่างชัดเจน
เรารู้ว่าความรู้สึกนี้มันบีบหัวใจ และเราอยากบอกว่า... มันโอเคมากเลยนะที่จะรู้สึกเหงาและเหนื่อยในเวลาที่คนอื่นกำลังมีความสุข ความเหงาของเธอในตอนนี้ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่มันคือเสียงสะท้อนจากใจที่บอกว่า 'เธอแบกมานานเกินไปแล้วนะ'
ในทางจิตวิทยา ภาระใจ (Mental Load) ที่เราแบกไว้อย่างต่อเนื่องจะทำให้เราเข้าสู่โหมด 'เอาตัวรอด' (Survival Mode) ซึ่งทำให้เราต้องปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงบางอย่างเพื่อให้ทำงานต่อไปได้ เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงเทศกาลที่บรรยากาศรอบตัวเรียกร้องให้เรากลับมาสำรวจความสัมพันธ์และความสุข ความจริงที่เราหลงลืมตัวเองไปจึงทำให้เราเหงากว่าปกติ
ความเหงาในช่วงนี้ไม่ได้แปลว่าเธอไม่มีใครรัก แต่มันคือความรู้สึก 'ตัดขาด' (Disconnection) จากตัวเอง การที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร หรือเราเป็นใครนอกเหนือจากบทบาทที่ต้องแบกรับ คือที่มาของความอ้างว้างที่ลึกซึ้งที่สุด
การยอมรับน้ำหนักของความเหงา จึงเป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้เธอได้กลับมาเชื่อมต่อกับหัวใจของตัวเองอีกครั้ง
ถ้าเธอเริ่มรู้สึกหนักใจกับความเหงาที่มาพร้อมลมหนาว ลองใช้วิธีที่นุ่มนวลเหล่านี้ดูนะ:
บอกตัวเองซื่อๆ ว่า "ตอนนี้เรากำลังรู้สึกเหงาและเหนื่อยสะสมอยู่นะ" การยอมรับความรู้สึกโดยไม่ตัดสิน จะช่วยลดระดับความตื่นตระหนกในใจและทำให้ความเหงาดูน่ากลัวน้อยลง
ในช่วงวันหยุดที่กำลังจะมาถึง ลองตั้งกฎกับตัวเองว่าจะลดการรับผิดชอบเรื่องคนอื่นลงบ้าง ไม่ต้องคอยแก้ปัญหาให้ใครตลอดเวลา เก็บพลังงานที่เหลือไว้เพื่อดูแลความรู้สึกตัวเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้
ลองหาพิธีกรรมเล็กๆ (Rituals) ที่ทำแล้วใจสงบ เช่น การนั่งดื่มกาแฟอุ่นๆ มองดูท้องฟ้า หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด การสร้างความสุขด้วยตัวเองในพื้นที่เล็กๆ คือการยืนยันว่าเรายังมีความหมายต่อตัวเองเสมอ
หากความเหงามันหนักเกินไป ลองระบายให้เพื่อนที่ไว้ใจได้ฟัง หรือแค่มีใครสักคนที่รับรู้ว่าเรากำลังเหนื่อย การมีประจักษ์พยานในความพยายามของเธอจะช่วยให้ใจเบาลงได้อย่างประหลาด
อยากบอกเธอว่า ความเหงาคือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และมันจะผ่านไปเหมือนกับฤดูกาลอื่นๆ
ไม่ต้องรีบผลักไสความเหงาออกไปเพื่อที่จะได้ดูมีความสุขเหมือนคนอื่นนะ
แค่เธอรู้จักที่จะซื่อตรงกับความล้าของตัวเอง และอนุญาตให้ตัวเองได้มีพื้นที่เสียใจบ้าง... นั่นก็คือวุฒิภาวะที่ยิ่งใหญ่แล้ว
รักษาความอ่อนโยนต่อตัวเองไว้นะ เพราะในวันที่โลกดูจะกว้างใหญ่และอ้างว้างเกินไป ใจที่ใจดีกับตัวเองนี่แหละจะเป็นบ้านที่อบอุ่นที่สุดสำหรับเธอ
เราจะอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเธอ ในทุกช่วงเวลาที่เธอรู้สึกโดดเดี่ยวนะ พักผ่อนนะ... พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
เคยไหม... ที่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแบกก้อนหินไว้เต็มกระเป๋าเป้ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นว่ามันคืออะไร แต่กลับรู้สึกปวดร้าวไปทั้งบ่าและแผ่นหลัง ไม่ว่าจะพยายามนอนพักเท่าไหร่ ความรู้สึกหนักอึ้งนี้ก็ไม่เคยหายไ