ภาระใจจากเป้าหมายกลางปีที่ยังไม่ถึง เป็นน้ำหนักที่ไม่มีใครมองเห็น แต่สะสมอยู่ในอกจนทำให้เหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัว

เดือนมิถุนายนมาถึงแล้ว ครึ่งปีผ่านไป และมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ในอกแต่พูดไม่ออก มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่เป็นความหนักใจจากสิ่งที่ยังทำไม่ถึง
ต้นปีเราตั้งเป้าหมายไว้หลายอย่าง อยากเก่งขึ้น อยากมั่นคง อยากเปลี่ยนอะไรสักอย่างในชีวิต แล้วเดือนๆ ผ่านไป เราก้าวเดินฝ่าวันธรรมดาที่แสนจะซ้ำซาก จนลืมไปว่าเคยตั้งใจอะไรไว้ แต่สมองเราไม่เคยลืม มันเก็บเป้าหมายเหล่านั้นไว้แล้วเงียบๆ ทำงานเบื้องหลัง เตือนเราในยามค่ำคืนว่ายังไม่ถึงไหนเลย ยังไม่ดีพอ ยังทำไม่ได้
ภาระใจแบบนี้มันไม่มีตัวตน ไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครถามว่าเธอเป็นยังไง เพราะภายนอกเราดูปกติ เราไปทำงาน เรายิ้มให้คนรอบข้าง เราผ่านวันไปได้เหมือนเดิม แต่ข้างในมีน้ำหนักที่ไม่มีใครช่วยแบก
สิ่งที่ทำให้ภาระนี้หนักกว่าที่ควรจะเป็นคือเราไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองรับรู้มัน เราผลักไว้ข้างหลัง เถียงกับตัวเองว่าคนอื่นเขาก็ยุ่ง เขาก็มีปัญหา เราไม่มีสิทธิ์บ่น แต่ความรู้สึกมันไม่ได้หายไปไหน มันแค่สะสม
ลองนั่งลงแล้วเขียนเป้าหมายที่ตั้งไว้ต้นปีออกมา
ไม่ต้องเพื่อประเมินว่าทำได้หรือไม่ได้ แค่เขียนออกมาให้เห็นตัวอักษร แล้วถามตัวเองด้วยความเมตตาว่า เป้าหมายไหนยังสำคัญกับเราอยู่ และไหนที่เราตั้งเพราะรู้สึกว่าควรจะต้องเป็นแบบนั้น การปล่อยเป้าหมายที่ไม่ใช่ของเราไป คือการวางภาระใจลงชิ้นนึง
อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกผิดหวังได้
รู้สึกผิดหวังที่ยังไม่ถึงเป้าไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว แต่แปลว่าเราใส่ใจ และการใส่ใจนั้นมีความหมาย ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน
ภาระใจที่เราแบกมาตั้งแต่ต้นปี ไม่จำเป็นต้องแบกต่อไป ครึ่งปีที่เหลือไม่จำเป็นต้องไล่ตามเป้าหมายที่ทำให้เราเหนื่อย แต่อาจจะเป็นเวลาที่เราเลือกเดินช้าลงแล้วมองเห็นว่าทุกสิ่งที่ผ่านมามันมีคุณค่าของมันเอง ค่อยๆ วางลงได้นะ ไม่มีใครเร่ง
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

เราไม่จำเป็นต้องแบก ความคิดอยากลาออกที่เริ่มชัดขึ้น ไว้คนเดียว “ถ้าบอกเพื่อนร่วมงานว่าอยากลาออก เขาจะเอาไปฟ้องเจ้านายไหม?” “ถ้าบอกที่บ้าน เขาต้องหาว่าเราไม่อดทนแน่ๆ” สำหรับคนที่เริ่มมั่นใจแล้วว่า “อยู

แยกภาระในหัวออกมาเมื่อ ความคาดหวังจากครอบครัว หนักเกินไป “ต้องส่งเงินให้ที่บ้าน ต้องหาเวลาไปเยี่ยมพ่อแม่ แถมต้องรักษาตำแหน่งงานไม่ให้ที่บ้านอายคนอื่นด้วย” ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่พยายามจะเป็นผู้ใหญ่ที่ด

ภาระใจที่ซ่อนอยู่หลัง การเป็นคนดีจนไม่มีที่ให้ตัวเอง “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราช่วยเอง” ประโยคนี้มักจะหลุดออกจากปากของคนที่เป็น “ผู้ให้” หรือ People Pleaser ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นระบบอัตโนมัติที่ถ