สงกรานต์นี้กลับบ้านไหม... เป็นคำถามทักทายยอดฮิตในช่วงใกล้เดือนเมษายน สำหรับใครหลายคน มันคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะได้กลับไปพักผ่อน กินข้าวฝีมือแม่ และเจอญาติพี่น้อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกจำนวนไม่

สงกรานต์นี้กลับบ้านไหม... เป็นคำถามทักทายยอดฮิตในช่วงใกล้เดือนเมษายน สำหรับใครหลายคน มันคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะได้กลับไปพักผ่อน กินข้าวฝีมือแม่ และเจอญาติพี่น้อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกมวนท้อง ใจเต้นแรง และมีความเครียดก่อตัวขึ้นเงียบๆ ทันทีที่นึกถึงการต้องเก็บกระเป๋ากลับต่างจังหวัด
ถ้ารู้สึกว่าการกลับบ้านมันช่างหนักอึ้งและสูบพลังงานชีวิตไปจนหมด อยากบอกว่าเราไม่ได้เป็นคนอกตัญญูและไม่ได้ผิดปกติเลยนะ อาการแบบนี้มีชื่อเรียกในทางจิตวิทยาว่า Homecoming Anxiety หรือภาวะวิตกกังวลเมื่อต้องกลับไปเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมเดิมๆ โดยเฉพาะกับครอบครัวที่เป็นพิษ หรือ Toxic Family
วันก่อนมีน้องคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า เขาเพิ่งกดจองตั๋วรถทัวร์กลับบ้านด้วยมือที่สั่นและเสียงถอนหายใจยาวเหยียด เขาบอกว่าไม่ได้ไม่อยากเจอพ่อแม่นะ แต่เขากลัวบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร กลัวคำถามที่ว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ทำไมอ้วนขึ้น เงินเดือนขึ้นหรือยัง หรือการถูกเอาไปเปรียบเทียบกับลูกของป้าข้างบ้าน น้องบอกว่าการกลับบ้านแต่ละครั้งเหมือนการเดินเข้าสนามรบที่ต้องคอยตั้งการ์ดป้องกันตัวเองตลอดเวลา พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็ต้องใช้เวลาฮีลใจตัวเองอีกเป็นอาทิตย์กว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้
ทำไมคำพูดของคนในครอบครัวถึงทำร้ายเราได้ลึกที่สุด? นั่นเป็นเพราะลึกๆ แล้วมนุษย์ทุกคนโหยหาความรักที่ไม่มีเงื่อนไขจากพ่อแม่และคนในครอบครัว เราอยากถูกรักในแบบที่เราเป็น แต่เมื่อสิ่งที่ได้รับกลับเป็นความรักที่มีเงื่อนไข ต้องเรียนเก่ง ต้องได้เงินเดือนสูงๆ ต้องผอม ต้องมีแฟน ถึงจะได้รับการยอมรับ สมองของเราจึงจดจำว่าพื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป
ความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินโดยคนสายเลือดเดียวกัน มันกรีดลึกลงไปในใจมากกว่าคำด่าของคนแปลกหน้านับร้อยเท่า ประกอบกับวัฒนธรรมสังคมที่มักจะผูกมัดเราไว้กับคำว่าความกตัญญู ทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะโต้เถียงหรือปกป้องตัวเอง เพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นเด็กก้าวร้าวหรือเป็นลูกที่ไม่ดี
เข้าใจเลยนะว่าการต้องติดอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้มันทรมานมากแค่ไหน ใจหนึ่งก็อยากทำหน้าที่ลูกที่ดี แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกล้าจนแทบจะทนรับคำพูดทำร้ายจิตใจไม่ไหว การรู้สึกผิดที่ไม่อยากกลับบ้านเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่อยากชวนให้ลองหันมาเป็นพยาบาลดูแลหัวใจตัวเองดูบ้าง ด้วยการสร้างเกราะกำบังเล็กๆ ก่อนจะต้องเดินทางกลับไปเจอครอบครัว
ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เป็นแผนฉุกเฉินสำหรับสงกรานต์ปีนี้นะ
กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน (Time-boxing)
เราไม่จำเป็นต้องกลับบ้านเต็มโควตาวันหยุดยาว 5 วัน ถ้าประเมินแล้วว่าพลังงานใจเราทนรับบรรยากาศตึงเครียดได้แค่ 2 วัน ก็ให้จองตั๋วกลับภายใน 2 วันนั้น การมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้สมองรู้สึกปลอดภัยขึ้น เพราะเรารู้ว่าความอึดอัดนี้มีวันสิ้นสุด และเรากำลังจะหลุดพ้นจากมันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
เทคนิคก้อนหินสีเทา (Grey Rock Method)
เมื่อต้องเผชิญกับคำถามที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือคำพูดที่จงใจยั่วยุให้โกรธ ลองทำตัวให้น่าเบื่อและไร้ปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนก้อนหินสีเทาดูนะ ตอบคำถามสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เช่น อ๋อค่ะ ยังไม่แน่ใจครับ ช่วงนี้งานยุ่งน่ะ ไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือเสียใจออกมาให้เห็น เมื่อคนที่พยายามยั่วยุไม่ได้ปฏิกิริยาตอบกลับอย่างที่คาดหวัง นานวันเข้าเขาจะหมดความสนใจและเลิกตั้งคำถามไปเอง
สร้างพื้นที่หลบภัยส่วนตัว
ในกรณีที่บ้านไม่มีห้องส่วนตัว หรือรู้สึกว่าหายใจไม่ออกเมื่ออยู่ในบ้าน ลองวางแผนหาข้ออ้างออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง เช่น อาสาออกไปซื้อของที่ตลาด ออกไปร้านกาแฟแถวบ้าน หรือถ้าพอมีงบประมาณ การเปิดโรงแรมนอนแทนการนอนเบียดกันในบ้านที่เต็มไปด้วยพลังงานลบ ก็เป็นการซื้อความสบายใจที่คุ้มค่ามาก
มีระบบสนับสนุน (Support System) รอแสตนด์บาย
ก่อนกลับบ้าน ลองเตี๊ยมกับเพื่อนสนิทหรือคนรักที่เข้าใจเราไว้ล่วงหน้า ว่าช่วงวันนี้ถึงวันนี้เราอาจจะโทรไปหาหรือทักไปบ่นถี่หน่อยนะ การมีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังและเข้าข้างเราเสมอ จะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวเพียงลำพังได้ดีมาก
ถ้าพิจารณาดูแล้วว่าการกลับบ้านครั้งนี้มันหนักหนาเกินกว่าที่สภาพจิตใจจะรับไหว การเลือกที่จะไม่กลับ และส่งเป็นเงินหรือของขวัญไปให้แทน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไรเลยนะ
เราเลือกครอบครัวที่เกิดไม่ได้ แต่เรามีสิทธิ์เลือกที่จะปกป้องสุขภาพจิตของตัวเองได้ การรักษาระยะห่างจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ แม้ความสัมพันธ์นั้นจะมาในรูปแบบของคนในครอบครัว คือรูปแบบหนึ่งของการรักตัวเองที่กล้าหาญที่สุด
เทศกาลนี้ ไม่ว่าจะเลือกกลับบ้านหรือไม่กลับ ขอให้รู้ไว้ว่าความรู้สึกของเธอมีความหมาย และเธอสมควรได้รับความรักที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยเสมอ ค่อยๆ ตัดสินใจและเลือกทางที่ใจตัวเองช้ำน้อยที่สุดนะ
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
เวลาโดนมีดบาด เรายังต้องรอให้แผลตกสะเก็ดและสมานตัว แต่ทำไมเวลาที่ใจพัง เราถึงชอบบังคับตัวเองให้หายดีภายในข้ามคืน? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอกหัก โปรเจกต์งานที่ล้มเหลว หรือการสอบที่ผิดหวัง เรามักจะได้ยินคำบอก