ที่พักใจ
ห้องสมุดใจเครื่องมือตู้ยาประจำใจ
Relationships

วิชาซ่อมใจ: ร้องไห้บ้างก็ได้ ไม่ต้องรีบเข้มแข็งหรอกนะ

เวลาโดนมีดบาด เรายังต้องรอให้แผลตกสะเก็ดและสมานตัว แต่ทำไมเวลาที่ใจพัง เราถึงชอบบังคับตัวเองให้หายดีภายในข้ามคืน? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอกหัก โปรเจกต์งานที่ล้มเหลว หรือการสอบที่ผิดหวัง เรามักจะได้ยินคำบอก

1 min read
วิชาซ่อมใจ: ร้องไห้บ้างก็ได้ ไม่ต้องรีบเข้มแข็งหรอกนะ

เวลาโดนมีดบาด เรายังต้องรอให้แผลตกสะเก็ดและสมานตัว แต่ทำไมเวลาที่ใจพัง เราถึงชอบบังคับตัวเองให้หายดีภายในข้ามคืน?

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอกหัก โปรเจกต์งานที่ล้มเหลว หรือการสอบที่ผิดหวัง เรามักจะได้ยินคำบอกเล่าจากคนรอบข้างว่าให้ลืมมันซะ แล้วรีบก้าวต่อไปให้เร็วที่สุด เราถูกปลูกฝังมาให้เชื่อว่า ความเข้มแข็งคือการไม่ร้องไห้ คือการลุกขึ้นยืนให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนบางครั้งเราลืมไปว่า การร้องไห้ออกมาดังๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเหมือนกัน

วันก่อนมีเพื่อนคนหนึ่งมานั่งร้องไห้ให้ฟัง เรื่องที่เขาเพิ่งผิดหวังจากความสัมพันธ์ที่ตั้งใจสร้างมาเป็นปี สิ่งที่เขาพูดซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องความเสียดาย แต่เป็นประโยคที่ว่า ทำไมเรายังร้องไห้อยู่อีก ทั้งที่เรื่องมันก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว

เขาเล่าว่าเขาพยายามทำทุกอย่างตามที่หนังสือฮีลใจบอก พยายามออกไปเจอผู้คน พยายามหากิจกรรมใหม่ๆ ทำ พยายามยิ้มและบอกทุกคนว่าตัวเองโอเคแล้ว แต่พอตกดึก พอกลับมาอยู่คนเดียวในห้อง เขากลับรู้สึกแหลกสลายยิ่งกว่าเดิม

ทำไมเราถึงอ่อนแอแบบนี้ คนอื่นเขาคงเดินหน้ากันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว... นั่นคือสิ่งที่เขาเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ

เรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากของคนในยุคนี้ เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็ว อินเทอร์เน็ตต้องเร็ว ส่งของต้องเร็ว แม้กระทั่งการมูฟออนหรือการทำใจ ก็ยังถูกคาดหวังให้ต้องเร็วตามไปด้วย เราแกล้งทำเป็นว่าเราหายดีแล้ว เพียงเพราะไม่อยากให้ใครมองว่าเราจมปลัก หรือกลัวว่าจะเป็นภาระความรู้สึกของคนรอบข้าง

แต่รู้ไหมว่า ในทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา สมองของเราไม่ได้แยกแยะระหว่างความเจ็บปวดทางกายกับความเจ็บปวดทางใจ เวลาที่เราสูญเสียสิ่งสำคัญ สมองส่วนที่ประมวลผลความเจ็บปวดจะสว่างวาบขึ้นมา เหมือนกับตอนที่เราโดนน้ำร้อนลวก หรือหกล้มเข่าถลอกเลยนะ

ลองนึกภาพตามนะ ถ้าเราขาหัก เราคงไม่บังคับให้ตัวเองวิ่งมาราธอนในวันรุ่งขึ้น เราคงเข้าเฝือก นอนพัก และใช้ไม้ค้ำยันจนกว่ากระดูกจะสมานตัว แต่กับบาดแผลทางใจ เรากลับใจร้ายกับตัวเองด้วยการบังคับให้หัวใจที่เพิ่งแตกสลาย ต้องกลับมาเต้นในจังหวะปกติทันที

ยิ่งเรากดทับความเศร้า พยายามซ่อนมันไว้ใต้พรมแห่งความร่าเริง บาดแผลนั้นก็ยิ่งอักเสบและฝังลึกกว่าเดิม ความเศร้าไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือกลไกธรรมชาติที่ร่างกายและจิตใจใช้ประมวลผลความสูญเสีย เพื่อทำความสะอาดบาดแผลและเตรียมพื้นที่ว่างสำหรับการเริ่มต้นใหม่ในวันข้างหน้า

นอกจากความรู้สึกเศร้าแล้ว การที่ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสมองของเรากำลังใช้พลังงานมหาศาลไปกับการซ่อมแซมระบบประสาทที่กำลังสับสน ดังนั้นการที่เรานอนซึมอยู่บนเตียง จึงไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือโหมดประหยัดพลังงานที่ร่างกายสั่งการอัตโนมัติ

ปรัชญาญี่ปุ่นที่ชื่อว่า "คินสึงิ" (Kintsugi) สอนเราเรื่องการเยียวยาได้ดีมาก คินสึงิคือศิลปะการซ่อมแซมถ้วยชามที่แตกหักด้วยรักและทองคำ แทนที่จะซ่อนรอยร้าวให้เนียนสนิท ช่างปั้นกลับเน้นย้ำรอยแตกนั้นให้ชัดเจนขึ้นด้วยสีทอง เพื่อบอกว่าบาดแผลและรอยร้าวคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ถ้วยใบนี้งดงามและมีคุณค่ามากกว่าเดิม

จิตใจของเราก็เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องรีบซ่อมมันให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทุกความเจ็บปวดจะทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ และร่องรอยเหล่านั้นแหละที่ทำให้เราเติบโตและเข้าใจความเจ็บปวดของคนอื่นได้ลึกซึ้งขึ้น

เข้าใจเลยนะว่าการต้องทนอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวดมันทรมานมาก และการอยากให้ความรู้สึกแย่ๆ นี้มันจบลงเร็วๆ ก็เป็นเรื่องที่ธรรมดาที่สุดในโลก ใครๆ ก็อยากกลับมายิ้มได้ไวๆ และหลุดพ้นจากความหนักอึ้งนี้กันทั้งนั้น

แต่อยากชวนให้ลองเปลี่ยนวิธีดูแลตัวเองใหม่ ลองทำตัวเหมือนพยาบาลที่กำลังทำแผลให้ตัวเอง อนุญาตให้ตัวเองเศร้าได้โดยไม่ต้องตั้งเวลาหมดอายุ ลองนำวิชาซ่อมใจเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะ

  1. อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกโดยไม่ต้องมีข้อแม้
    ถ้าวันนี้อยากร้องไห้ ก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา ไม่ต้องฝืนกลั้นไว้ ถ้าอยากนอนขดตัวอยู่บนเตียงทั้งวัน ก็ทำได้เลย การยอมรับว่าตัวเองกำลังเจ็บปวด คือก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดของการล้างแผลใจ

  2. สร้างอาณาเขตปลอดภัยให้แผลใจ
    ในช่วงที่ใจยังบาง ให้หลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือคนที่จะเข้ามาขยี้แผล ถ้าเพื่อนบอกว่าให้เลิกร้องไห้ได้แล้ว ให้ตอบไปตรงๆ ว่าตอนนี้เรายังไม่ไหว ขอเวลาเราหน่อยนะ การขีดเส้นแบ่งขอบเขตแบบนี้ จะช่วยปกป้องพลังงานที่เหลืออยู่น้อยนิดของเราได้

  3. อนุญาตให้ความรู้สึกแกว่งไปมาได้
    การเยียวยาไม่ใช่กราฟเส้นตรงที่พุ่งขึ้นเสมอไป วันนี้เราอาจจะรู้สึกดีขึ้นจนยิ้มออก แต่พรุ่งนี้อาจจะกลับมาร้องไห้ใหม่ มันเป็นเรื่องปกตินะ อย่าเพิ่งโกรธตัวเองว่าทำไมถึงถอยหลังกลับมาอีก ให้มองว่ามันคือเกลียวคลื่นที่ค่อยๆ ซัดเข้าฝั่ง เดี๋ยวพายุสงบ คลื่นก็จะลูกเล็กลงเอง

  4. หาวิธีระบายที่เหมาะกับตัวเอง
    บางคนอาจจะชอบเขียนบันทึกเทความรู้สึกทั้งหมดลงในกระดาษ บางคนอาจจะชอบฟังเพลงเศร้าให้สุด หรือบางคนอาจจะแค่ต้องการนั่งมองท้องฟ้าเงียบๆ เลือกวิธีที่ทำให้ใจรู้สึกเบาลง โดยไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะบอกว่าวิธีไหนดีที่สุด

  5. ให้ความรักกับตัวเองในเรื่องเล็กๆ
    ไม่ต้องรีบลุกขึ้นมาทำเรื่องยิ่งใหญ่ แค่รินน้ำอุ่นๆ ดื่มสักแก้ว อาบน้ำด้วยสบู่กลิ่นโปร่งๆ หรือกินของอร่อยๆ สักมื้อ แค่นี้ก็ถือเป็นการซ่อมแซมหัวใจที่ยอดเยี่ยมแล้วสำหรับวันนี้

ค่อยๆ ไปนะ ไม่ต้องเปรียบเทียบระยะเวลาทำใจของเรากับใคร บาดแผลของแต่ละคนลึกไม่เท่ากัน และจังหวะการสมานแผลก็ไม่เหมือนกัน ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วยังรู้สึกแย่อยู่ ก็ไม่เป็นไรเลยจริงๆ

บาดแผลที่มองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันไม่เจ็บปวด การอนุญาตให้ตัวเองใช้เวลาซ่อมแซมอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องรีบเข้มแข็ง คือความรักที่อ่อนโยนที่สุดที่เราจะมอบให้ตัวเองได้

ถ้าเรื่องนี้ตรงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

เปิดหัวข้อที่อธิบายความรู้สึกนี้ พร้อมวิธีเล็ก ๆ ที่ลองทำได้ทันที

อ่านหัวข้อ “การสูญเสียและการจากลา (Grief & Loss)”

เติมกำลังใจวันนี้

หยิบข้อความอ่อนโยนสำหรับวันนี้

ข้อความสั้น ๆ ที่หยิบอ่านได้ทันที ในวันที่อยากวางใจลงสักครู่

รับข้อความฮีลใจฟรี

คำถามที่มักถูกถาม

ควรสื่อสารกับคนรักอย่างไรให้เข้าใจกัน?
เริ่มจากการใช้ภาษา 'ฉันรู้สึก...' แทนการวิจารณ์ก่อน ฟังให้ลึกกว่าจะตอบ และถามคำถามเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจก่อนที่จะสรุป การสื่อสารที่ดีไม่ใช่การชนะแต่เป็นการเข้าใจ
ตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์อย่างไร?
ระบุสิ่งที่คุณยอมรับและไม่ยอมรับได้อย่างชัดเจน สื่อสารด้วยความเคารพ และยึดมั่นกับสิ่งที่ตั้งไว้ ขอบเขตที่ดีจะทำให้ความสัมพันธ์แข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่ทำลาย
ที่พักใจ - ผู้เขียนที่พักใจ

ที่พักใจ

ผู้เขียนContent Creator

เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ

50+ บทความดูแลสุขภาพจิตGen Z Advocate
ติดตามได้ที่:เว็บไซต์FacebookInstagram
ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่พักใจ

บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

Share this article

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความรักไม่ควรทำให้เราหายไปใน ความรู้สึกผิดเวลาได้พัก
Relationships

ความรักไม่ควรทำให้เราหายไปใน ความรู้สึกผิดเวลาได้พัก

ความรักไม่ควรทำให้เราหายไปใน ความรู้สึกผิดเวลาได้พัก “ถ้าเราขอเวลาไปนอนพักเงียบๆ คนเดียว แฟนจะหาว่าเราไม่ใส่ใจไหมนะ?” ในหลายๆ ความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับคนที่รักเรามากหรือเราแคร์เขามาก เรามักจะเผลอตั้งม

อ่านต่อ
ทำไม วันหยุดที่ยังรู้สึกไม่หายเหนื่อย ถึงทำให้ความสัมพันธ์เหนื่อยกว่าที่คิด
Relationships

ทำไม วันหยุดที่ยังรู้สึกไม่หายเหนื่อย ถึงทำให้ความสัมพันธ์เหนื่อยกว่าที่คิด

ทำไม วันหยุดที่ยังรู้สึกไม่หายเหนื่อย ถึงทำให้ความสัมพันธ์เหนื่อยกว่าที่คิด “เสาร์อาทิตย์นี้ไปเที่ยวกันไหม?” ประโยคชวนเที่ยวจากคนรักหรือครอบครัว ที่ปกติควรจะทำให้เราดีใจ แต่ทำไมช่วงนี้พอได้ยินแล้ว เร

อ่านต่อ
ดูแลใจในความสัมพันธ์เมื่อ ความรู้สึกว่าเรายังไม่เก่งพอ เริ่มหนัก
Relationships

ดูแลใจในความสัมพันธ์เมื่อ ความรู้สึกว่าเรายังไม่เก่งพอ เริ่มหนัก

ดูแลใจในความสัมพันธ์เมื่อ ความรู้สึกว่าเรายังไม่เก่งพอ เริ่มหนัก “เราเป็นลูกที่ดีพอหรือเปล่า?” “ถ้าแฟนเราเจอคนที่ดีกว่า เขาจะทิ้งเราไหม?” ความสัมพันธ์เป็นเรื่องสวยงาม แต่บางครั้งมันก็ซับซ้อนและเปราะบ

อ่านต่อ