การตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตมักจะยากเสมอ เมื่อมีเสียงของคนรอบข้างคอยบอกว่าเราควรเป็นอะไรหรือควรทำอะไร มาค้นหาวิธีปิดสวิตช์เสียงเหล่านั้น และเปิดใจรับฟังสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ เพื่อทวงคืนสิทธิ์ในการใช้ชีวิตของเราเอง

เคยมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม เวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน การเรียนต่อ หรือแม้กระทั่งการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่แตกต่างจากคนอื่น เรากลับรู้สึกกังวลจนขยับตัวไม่ถูก ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่เป็นเพราะในหัวของเราเต็มไปด้วยเสียงของคนอื่นที่ดังแทรกขึ้นมาตลอดเวลา
เสียงเหล่านั้นอาจจะมาในรูปแบบของคำพูดที่คุ้นเคย เช่น ทำแบบนี้จะดีเหรอ คนอื่นเขาไม่ทำกันนะ หรือ อายุเท่านี้แล้วทำไมไม่อยู่ให้เป็นหลักเป็นแหล่ง คำวิจารณ์และความหวังดีเหล่านี้มักจะก่อตัวเป็นกำแพงที่ทำให้เราไม่กล้าก้าวเดินไปในทิศทางที่หัวใจเรียกร้อง
มีคนรู้จักคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาอยากลาออกจากงานประจำเพื่อไปเปิดร้านขนมปังเล็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารักและศึกษามานาน แต่ทุกครั้งที่เขากำลังจะยื่นใบลาออก เสียงของครอบครัวและเพื่อนฝูงก็จะดังขึ้นมาขัดขวางเสมอ พวกเขาบอกว่างานประจำมั่นคงกว่า เศรษฐกิจแบบนี้อย่าเพิ่งเสี่ยงเลย สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะพับความฝันนั้นเก็บไว้ และทนทำงานที่ไม่ได้รักต่อไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่าในใจ
ในทางจิตวิทยา มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ถูกโปรแกรมมาให้ต้องการการยอมรับจากฝูงเพื่อเอาชีวิตรอด สมองของเราจึงให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนรอบข้างอย่างมาก เมื่อเราคิดจะทำอะไรที่ขัดกับค่านิยมของสังคมหรือความคาดหวังของครอบครัว สมองจะตีความว่าเรากำลังทำลายความมั่นคงของตัวเอง และสั่งให้เราเกิดความกลัวเพื่อดึงเรากลับมาอยู่ในกรอบเดิมที่ปลอดภัย
ภาวะนี้มักนำไปสู่ อาการคิดวนลูปจนไม่กล้าตัดสินใจ (Analysis Paralysis) เราพยายามหาทางเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทางเลือกที่จะทำให้ทุกคนพอใจ และไม่มีใครสามารถตำหนิเราได้ แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือ ทางเลือกที่สมบูรณ์แบบและทำให้คนทั้งโลกพอใจนั้นไม่มีอยู่จริง
การพยายามใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น เป็นการเผาผลาญพลังงานชีวิตที่สูญเปล่าที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะพยายามทำตัวให้ถูกต้องตามมาตรฐานสังคมแค่ไหน ก็จะมีคนหาจุดบกพร่องของเราเจออยู่ดี การยอมจำนนต่อเสียงรอบข้างอาจทำให้เราดูเป็นคนปกติในสายตาคนอื่น แต่สิ่งที่เราต้องจ่ายเป็นข้อแลกเปลี่ยนคือ ความสูญเสียตัวตนและความสุขที่แท้จริงของเราเอง
เข้าใจเป็นอย่างดีเลยว่า การต้องลุกขึ้นมาต่อต้านเสียงวิจารณ์จากคนที่เรารักและหวังดี เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมหาศาล ไม่มีใครอยากถูกมองว่าเป็นคนดื้อรั้นหรือล้มเหลว แต่อยากชวนให้ลองปรับลดระดับเสียงของสังคมลงสักนิด แล้วหันมาฝึกฟังเสียงของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น ด้วยวิธีการเหล่านี้
แยกแยะเสียงของตัวเองออกจากเสียงของคนอื่น
เวลาที่เกิดความลังเล ลองหาที่เงียบๆ นั่งลงแล้วถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า ความกลัวที่เกิดขึ้นนี้เป็นความกลัวของเราเอง หรือเป็นความกลัวที่คนอื่นยัดเยียดให้ การแยกแยะจุดเริ่มต้นของความรู้สึก จะช่วยให้เรามองเห็นความต้องการของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
กำหนดขอบเขตของการรับฟัง
เราไม่จำเป็นต้องรับฟังทุกความคิดเห็นที่พุ่งเป้ามาที่เรา หากรู้ว่าการคุยเรื่องเป้าหมายชีวิตกับใครแล้วจะทำให้บั่นทอนจิตใจ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกปฏิเสธการสนทนานั้นอย่างสุภาพ การสร้างขอบเขตเพื่อปกป้องความฝันของตัวเองคือสิ่งจำเป็นในการก้าวเดินต่อไป
อนุญาตให้ตัวเองตัดสินใจผิดพลาดได้
ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดคือความกลัวว่าจะเลือกผิดและถูกซ้ำเติม แต่ความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การเลือกทางที่ผิดด้วยการตัดสินใจของเราเอง ยังดีกว่าการเลือกทางที่ถูกต้องในสายตาคนอื่น แต่เรากลับไม่มีความสุขเลย
เริ่มต้นจากการเลือกในเรื่องเล็กๆ
หากการตัดสินใจเรื่องใหญ่ยังยากเกินไป ลองฝึกกล้ามเนื้อแห่งการตัดสินใจด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เลือกกินอาหารที่อยากกินโดยไม่ต้องถามความเห็นใคร เลือกใส่เสื้อผ้าที่ตัวเองชอบ การสะสมชัยชนะเล็กๆ จะช่วยสร้างความมั่นใจในการเลือกทางเดินที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
ถ้าวันนี้ยังรู้สึกสับสนและลังเล ก็ไม่เป็นไรเลย ค่อยๆ ให้เวลาตัวเองได้ตกตะกอนความคิด ไม่ต้องรีบตัดสินใจเพื่อพิสูจน์อะไรกับใคร
จงจำไว้เสมอว่า ชีวิตนี้เป็นของเรา เราคือคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบต่อความสุขและความเศร้าของตัวเอง อย่าปล่อยให้เสียงรบกวนจากสังคม มาดังกลบเสียงกระซิบจากหัวใจของเราเลย
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากคุณรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...

คิดมากเกินไปจนนอนไม่หลับมั้ย? เข้าใจว่าทำไมสมองถึงชอบวนคิด และ 5 วิธีที่ช่วยให้ค่อยๆ เบาขึ้นได้