"ไม่ไหวแล้ว... ปีหน้าจะไม่ทนแล้ว" ประโยคนี้แวบเข้ามาในหัวกี่ครั้งแล้วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา? เราเข้าใจนะว่าช่วงปลายปีมันหนักแค่ไหน ทั้งงานที่ต้องเร่งปิด ทั้งการประเมินที่จ่อคอหอย และความคาดหวังที่ถมทั

"ไม่ไหวแล้ว... ปีหน้าจะไม่ทนแล้ว"
ประโยคนี้แวบเข้ามาในหัวกี่ครั้งแล้วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา?
เราเข้าใจนะว่าช่วงปลายปีมันหนักแค่ไหน ทั้งงานที่ต้องเร่งปิด ทั้งการประเมินที่จ่อคอหอย และความคาดหวังที่ถมทับลงมา จนบางทีการกด 'ยื่นใบลาออก' ดูเหมือนจะเป็นทางรอดเดียวที่ทำให้เราหายใจออก
แต่ก่อนจะตัดสินใจครั้งใหญ่ท่ามกลางพายุอารมณ์ปลายปีแบบนี้ เราอยากชวนเธอมานั่งพัก ดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้ว แล้วมาเช็ก 'ใจ' และ 'เงิน' ไปด้วยกัน เพื่อให้การก้าวออกไปครั้งนี้ เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงจริงๆ ไม่ใช่แค่การวิ่งหนีปัญหาที่อาจจะตามไปหลอกหลอนเราต่อ
(Insight)
มันมีเหตุผลทางจิตวิทยาซ่อนอยู่นะ ช่วงปลายปีคือช่วงที่เราเหนื่อยสะสมมาทั้งปี พลังงานในการควบคุมอารมณ์ (Emotional Regulation) ของเราจะต่ำลงมาก อะไรที่เคยทนได้ ก็จะกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
บวกกับวัฒนธรรม 'New Year, New Me' ที่คอยกระซิบข้างหูว่า 'ปีใหม่ต้องเริ่มอะไรใหม่ๆ สิ' มันเลยทำให้แรงขับเคลื่อนอยากลาออกพุ่งปรี๊ดขึ้นมา
คำถามคือ... ที่อยากลาออกตอนนี้ เป็นเพราะ 'งานมันไม่ใช่' จริงๆ หรือแค่เพราะ 'ตอนนี้เราเหนื่อยเกินไป' กันแน่?
(Validate)
ถ้าเธอรู้สึกว่า 'ลาออกดีไหม' หรือรู้สึกว่าที่นี่มันไม่ใช่เซฟโซนของเธออีกต่อไปแล้ว การมีความคิดอยากลาออกไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่เครื่องหมายของความพ่ายแพ้นะ
การที่เธอกล้าตั้งคำถามกับความสุขของตัวเอง แปลว่าเธอกำลังให้เกียรติตัวเองอยู่ เธอไม่ได้ขี้เกียจ และเธอไม่ได้ไม่อดทน แต่เธอแค่กำลังมองหาที่ที่เหมาะสมกับคุณค่าในตัวเธอมากกว่านี้เท่านั้นเอง
ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นการอยู่ต่อหรือไปจากที่นี่ ความรู้สึกอยากลาออกของเธอมันมีน้ำหนัก และสมควรได้รับความสำคัญนะ
(Guide)
ลองมาทำ 3 Checklist นี้ดูนะ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าทางรอดของเธอคืออะไร:
ลองแยกแยะดูนะ ถ้าเธอยังรักในสิ่งที่ทำ แต่ทนคนรอบข้างหรือระบบงานที่แย่ไม่ได้ การเปลี่ยนงานอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าเธอรู้สึกหมดไฟกับตัวสายงานเองเลย การลาออกครั้งนี้อาจต้องมองหาการเปลี่ยนสายอาชีพ (Career Change) แทน เพื่อให้ไม่กลับไปเจอวงจรเดิม
นี่คือความเป็นจริงที่ต้องมอง กฎเหล็กคือควรมีเงินสำรองเลี้ยงชีพ (Emergency Fund) อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถ้ายังไม่มี แนะนำให้ลองตั้งเป้าเก็บเงินก้อนนี้ก่อนในช่วง 1-2 เดือนสุดท้ายของปี เพื่อให้ตอนที่ลาออกจริงๆ เธอจะมี 'เกราะกันกระแทกใจ' ที่แข็งแรงพอ
แทนที่จะลาออกปุ๊บปับ ลองเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ระหว่างยังทำงานอยู่:
(Reassure)
สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเธอเองว่าความสุขของเธออยู่ที่ไหน
ถ้าเธอเลือกจะอยู่ต่อเพื่อเก็บเงินและรอโอกาสที่เหมาะสม นั่นคือความฉลาดและอดทน หรือถ้าเธอเลือกจะเดินออกมาเลยเพื่อรักษาใจ นั่นคือความกล้าหาญที่น่าชื่นชม
ไม่มีการตัดสินใจไหนที่ผิดพลาด ถ้ามันมาจากความตั้งใจที่อยากจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น
ค่อยๆ คิดนะ... วันนี้ถ้ายังคิดไม่ออก ก็แค่ทำวันนี้ให้จบไปก่อน พรุ่งนี้ยังมีเวลาให้วางแผนใหม่เสมอ
ลาออกดีไหม แรงกดดันปลายปีจนคิดลาออก มันเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้เวลา ไม่ต้องรีบหาคำตอบให้ตัวเองในทันทีก็ได้นะ
เราเป็นกำลังใจให้เธอเสมอ
ถ้าใจยังวนเวียนอยู่กับคำว่าลาออก แต่ยังมองไม่เห็นทางข้างหน้า ลองแวะมาวางแผนทางหนีทีไล่แบบเป็นระบบที่ Exit Plan Quiz ดูนะ จะช่วยให้เธอเห็นภาพชัดขึ้นว่าควรเริ่มก้าวแรกตรงไหนดี
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

กลัวเปลี่ยนงานแล้วพลาด ได้โดยไม่ต้องรีบดุตัวเอง “จะกลัวอะไรนักหนา คนอื่นเขาก็ย้ายงานกันเป็นว่าเล่น ทำไมเราถึงขี้ขลาดขนาดนี้นะ?” เสียงต่อว่าตัวเองมักจะดังขึ้นเสมอ เวล

เงินสำรองก่อนตัดสินใจเรื่องงาน ได้โดยไม่ต้องรีบดุตัวเอง “รู้ว่าควรเก็บเงินไว้เผื่อลาออก แต่ทำไมเดือนนี้เผลอเอาไปซื้อของกินหมดเลย เรามันแย่จริงๆ” สำหรับคนที่ตั้งเป้าห

คิดลาออกจากงานที่เริ่มเป็นพิษ ควรพาเราไปสู่ชีวิตที่ดูแลตัวเองมากขึ้น “ถ้าเราออกไปหางานใหม่ที่เงินเดือนน้อยกว่าเดิม แต่ได้พักผ่อนมากขึ้น มันจะดูเป็นคนไม่ก้าวหน้าไหม?” ในสังคมที่เชิดชู “ความสำเร็จและตัว