อากาศที่ร้อนจัดในช่วงสงกรานต์ มักพัดพาเอาความหงุดหงิดและความว้าวุ่นใจมาให้เราได้ง่ายๆ สงกรานต์นี้ เราขอชวนทุกคนมาทำ "Songkran Retreat" ด้วยวิชาสาดน้ำให้ใจเย็นลง เพื่อให้วันหยุดยาวนี้เป็นพื้นที่พักพิงที่แท้จริง

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนเมษายน อากาศที่ร้อนระอุของประเทศไทยมักจะมาพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์ที่หลายคนรอคอย สำหรับบางคน นี่คือช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานและการพักผ่อน แต่สำหรับใครอีกหลายคน อากาศที่ร้อนอบอ้าว เสียงเพลงที่ดังอึกทึก และความวุ่นวายจากการเดินทาง กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้ความรู้สึกข้างในมันร้อนรุ่มและหงุดหงิดตามไปด้วย
ช่วงหยุดยาวแบบนี้ เรามักจะตั้งความหวังไว้สูงว่าเราจะต้องมีความสุข ต้องได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่พอสถานการณ์จริงไม่ได้เป็นไปตามที่คิด เช่น ต้องทนรถติดเป็นเวลานาน อากาศร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย หรือแม้กระทั่งต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังตลอดเวลา ความเครียดที่สะสมอยู่แล้วก็พร้อมจะปะทุขึ้นมาได้ง่ายดาย
วันก่อนเพื่อนเราคนหนึ่งมาบ่นให้ฟังว่า ช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว เขาตั้งใจจะนอนพักผ่อนอยู่บ้านเงียบๆ แต่ปรากฏว่าข้างบ้านเปิดเพลงเสียงดังสนั่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บวกกับอากาศที่ร้อนจัดจนแอร์ในห้องทำงานแทบไม่ทัน ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากจนเผลอพูดจาเหวี่ยงวีนใส่คนในครอบครัวไปหลายครั้ง พอถึงเวลาที่เสียงเพลงเงียบลงและอากาศเริ่มเย็น เขาถึงเพิ่งมารู้สึกผิดที่ปล่อยให้อารมณ์ร้อนๆ ควบคุมตัวเองจนทำร้ายจิตใจคนที่เขารัก
เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะ ในทางจิตวิทยาและชีววิทยา ร่างกายกับจิตใจของเราเชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่น เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกินไป หรือถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกมากเกินรับไหว สมองส่วนที่ทำหน้าที่เอาชีวิตรอดจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตราย ทำให้ระบบประสาทตื่นตัวและไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ เราจึงกลายเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย โมโหร้าย และพร้อมจะปะทะกับทุกอย่างที่ขวางหน้า
ในวันสงกรานต์ที่ผู้คนพากันสาดน้ำเพื่อดับความร้อนทางกาย เราเองก็จำเป็นต้องมีวิธี "สาดน้ำ" เพื่อดับความร้อนทางใจเช่นกัน วิชาที่เราอยากจะชวนทุกคนมาฝึกในวันนี้มีชื่อเรียกว่า การปลอบประโลมตัวเอง หรือ Self-Soothing ซึ่งก็คือกลไกการปฐมพยาบาลระบบประสาทที่กำลังพลุ่งพล่าน ให้กลับมาสงบและรู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง
เข้าใจเลยนะว่าเวลาที่ใจมันกำลังร้อนเป็นไฟ การจะบอกให้ตัวเองใจเย็นๆ มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เหมือนพยายามเทน้ำแก้วเล็กๆ ลงบนกองเพลิง แต่อยากชวนให้ลองค่อยๆ ถอยตัวเองออกมาจากจุดที่ร้อนที่สุด แล้วเริ่มปลอบประโลมตัวเองผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าดูนะ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้เป็น Songkran Retreat ส่วนตัวในบ้านกันดูสิ
สัมผัสความเย็นเพื่อดึงสติ
เวลาที่รู้สึกว่าอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ด ให้พาตัวเองไปที่อ่างล้างหน้า เปิดน้ำเย็นๆ ล้างมือและล้างหน้า หรือถ้ามีน้ำแข็ง ลองหยิบก้อนน้ำแข็งมาถือไว้ในมือสักครู่ ความเย็นจัดที่กระทบผิวหนังจะไปกระตุ้นเส้นประสาทให้ดึงความสนใจจากความคิดที่ว้าวุ่น กลับมาที่สัมผัสทางกายในปัจจุบันทันที เป็นการตัดวงจรความโกรธที่ได้ผลชะงัดมาก
สร้างอาณาเขตแห่งกลิ่นหอม
กลิ่นมีผลโดยตรงต่อสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ ลองหาการบูร พิมเสน น้ำอบไทย หรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเปปเปอร์มินต์มาหยดลงบนผ้าเช็ดหน้า แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ความเย็นสดชื่นจากกลิ่นเหล่านี้จะช่วยขยายหลอดลมและทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังเต้นระรัว ค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ
พักสายตาจากความวุ่นวาย
ความร้อนมักมาพร้อมกับแสงแดดที่จ้าแสบตา ลองปิดม่านในห้องให้แสงสลัวลง ลดความสว่างของหน้าจอโทรศัพท์ หรือนอนหลับตาฟังเสียงฝนตก เสียงคลื่นทะเล หรือเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ การลดการรับรู้ทางสายตา จะช่วยให้สมองไม่ต้องประมวลผลข้อมูลที่ล้นเกิน และได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
โอบกอดความนุ่มนวล
เมื่อใจกระด้างเพราะความเครียด ลองหาสิ่งของที่มีสัมผัสนุ่มนวลมาโอบกอดไว้ เช่น หมอนข้างนิ่มๆ ผ้าห่มผืนโปรด หรือถ้าที่บ้านเลี้ยงสัตว์ การลูบขนแมวหรือหมาก็ช่วยหลั่งฮอร์โมนแห่งความผูกพันที่ช่วยลดความเครียดได้ การให้ร่างกายได้รับสัมผัสที่ปลอดภัย จะช่วยส่งสัญญาณไปบอกสมองว่า ตอนนี้พายุสงบลงแล้วนะ
ถ้าลองทำวิธีเหล่านี้แล้ว ยังรู้สึกว่าข้างในมันยังคุกรุ่นอยู่บ้าง ก็ไม่เป็นไรเลยนะ ความร้อนที่สะสมมาทั้งวันอาจจะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะระบายออกไปจนหมด ไม่ต้องบังคับให้ตัวเองต้องรู้สึกดีขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ในทันที แค่อนุญาตให้ตัวเองได้พักในมุมที่ปลอดภัยก็เก่งมากๆ แล้ว
วันหยุดยาวนี้ ไม่ว่าโลกภายนอกจะร้อนระอุแค่ไหน ขอให้เราสามารถสร้างพื้นที่เย็นๆ เล็กๆ ไว้ในใจตัวเองได้เสมอ สงกรานต์นี้... มาสาดความใจดีและปลอบประโลมตัวเองกันนะ
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากคุณรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...

สับสนชีวิตอยู่มั้ย ไม่รู้จะไปทางไหน? Quarter-Life Crisis เป็นเรื่องปกติมากในวัยนี้ ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว