งานสำคัญ แต่ใจเราก็สำคัญในวันที่มี เป้าหมายกลางปีที่เริ่มกดดัน “KPI ไตรมาสหน้าต้องโตกว่านี้นะ” “ยอดขายครึ่งปีหลังต้องอัดฉีดให้เต็มที่” เสียงประกาศเป้าหมายจากห้องประชุมมักจะตามมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

“KPI ไตรมาสหน้าต้องโตกว่านี้นะ” “ยอดขายครึ่งปีหลังต้องอัดฉีดให้เต็มที่”
เสียงประกาศเป้าหมายจากห้องประชุมมักจะตามมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก ยิ่งเวลาที่เราเพิ่งลุยงานหนักมาตลอด 6 เดือนเต็ม การต้องแบกรับความคาดหวังระลอกใหม่ มักจะทำให้ เครียดงาน เป้าหมายกลางปีที่เริ่มกดดัน กลายเป็นเหมือนลูกตุ้มเหล็กที่ถ่วงขาเราไว้ไม่ให้ก้าวไปไหน
เราเริ่มตื่นขึ้นมาด้วยความไม่อยากไปทำงาน เราเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวมันหมุนเร็วเกินไปจนตามไม่ทัน และที่ร้ายที่สุดคือ เราเริ่มรู้สึกผิดถ้าจะขอหยุดพัก เพราะกลัวว่าจะทำให้ทีมหรือบริษัทไปไม่ถึงเป้าหมาย
ในระบบทุนนิยมที่วัดคุณค่าทุกอย่างเป็นตัวเลข เรามักจะถูกหล่อหลอมให้ทำตัวเหมือนเครื่องจักรที่ต้องมีประสิทธิภาพตลอดเวลา (Productivity) เราถูกสอนว่าการทำงานหนักคือความเท่ และการสละเวลาส่วนตัวเพื่องานคือความทุ่มเท
แต่เธอรู้ไหม... เครื่องจักรที่วิ่งไม่ยอมหยุด วันหนึ่งมันก็ต้องพัง และเมื่อมันพัง บริษัทก็แค่หาอะไหล่ใหม่มาเปลี่ยน แต่สำหรับร่างกายและจิตใจของเธอนั้น มันไม่มีอะไหล่สำรองนะ การที่เธอ เครียดงาน เป้าหมายกลางปีที่เริ่มกดดัน จนแทบจะทนไม่ไหว นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือเสียงประท้วงจากร่างกายที่กำลังบอกว่า “พอแล้วนะ เราต้องการการดูแล”
ในวันที่งานเริ่มล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่ความสุข ลองถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง แล้วปรับมุมมองแบบนี้นะ:
เป้าหมายของบริษัทอาจจะสำคัญ แต่เป้าหมายในการมีชีวิตที่มีความสุขของเธอ สำคัญกว่าเป็นร้อยเท่านะ อย่าลืมรดน้ำพรวนดินให้ต้นไม้ในใจตัวเอง ในขณะที่กำลังวิ่งทำยอดให้คนอื่นด้วยล่ะ
ถ้า เครียดงาน เป้าหมายกลางปีที่เริ่มกดดัน จนรู้สึกว่าแบตเตอรี่ในตัวกำลังจะหมด ลองมาเช็กระดับพลังงานใจ เพื่อหาวิธีหยุดพักและดูแลตัวเองในแบบที่ใจต้องการจริงๆ กันนะ
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ทำไม ความคิดอยากลาออกที่เริ่มชัดขึ้น ถึงทำให้ใจล้ากว่างานที่เห็น “รู้ตัวแน่ๆ แล้วว่าไม่ทน แต่ทำไมช่วงรอเวลาออก ถึงเหนื่อยกว่าตอนที่สู้งานหนักๆ อีกนะ?” ช่วงเวลาแห่งกา

เครียดกับ การวางแผนออกจากงานโดยไม่เผาสะพาน ได้ ไม่ได้แปลว่าเราไม่อดทน “แค่นี้ทำเป็นเครียด คนอื่นเขาลาออกกันเยอะแยะ ไม่เห็นต้องคิดมากขนาดนี้เลย” เวลาที่เราพยายามจะอธิบายความกังวลในช่วง “เตรียมตัวลาออก”

เครียดกับ เช้าวันจันทร์ที่ไม่อยากลุกไปทำงาน ได้ ไม่ได้แปลว่าเราไม่อดทน “คนอื่นเขาก็ทำงานหนักกันทั้งนั้น ทำไมเราถึงรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้อยู่คนเดียว?” ทุกเช้าวันจันทร์ เสียงนาฬิกาปลุกมักจะทำหน้าที่เหม