รู้สึกเป็นตัวปลอมไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งจริง แต่แปลว่าเราใส่ใจ และการใส่ใจนั้นคือคุณค่าที่เรามองข้าม

มีช่วงเวลาที่นั่งทำงานอยู่แล้วเกิดความรู้สึกว่าทุกคนรอบข้างเก่งกว่าเรา รู้มากกว่าเรา และสักวันนึงทุกคนจะรู้ว่าเราไม่ได้เก่งจริงๆ แล้วความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเราคนเดียว แต่เกิดขึ้นกับคนเก่งมากมายทั่วโลก
ภาวะรู้สึกเป็นตัวปลอมหรือ imposter syndrome คือความรู้สึกที่ทำให้เราตั้งข้อสงสัยในความสามารถของตัวเอง แม้มีหลักฐานยืนยันอยู่ตรงหน้าว่าเราทำได้ เราก็ยังเชื่อว่ามันเป็นแค่โชค จังหวะ หรือเหตุบังเอิญ ราวกับว่าเราใส่หน้ากากอยู่แล้วลืมไปว่ามันไม่ใช่ใบหน้าจริงของเรา
ความแยบยลของ imposter syndrome คือมันทำให้เราทำงานหนักขึ้น พยายามมากขึ้น ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ไม่กล้าบอกว่าไม่รู้ เพราะกลัวว่าถ้าหยุดพยายามสักวินาที่ ทุกคนจะเห็นว่าเราเป็นใครจริงๆ แล้วความเหนื่อยล้าก็สะสมทีละนิดจนกลายเป็นภูเขาที่เบียดบังความสุขของเราไปหมด
รวบรวมหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเราทำได้จริง
ลองเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาแล้วเขียนสิ่งที่เราทำสำเร็จมา ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โปรเจกต์ที่เสร็จ งานที่ได้รับคำชม ปัญหาที่เราแก้ได้ วันที่เราผ่านพ้นมาได้ทั้งที่คิดว่าไม่ไหว แล้วอ่านมันซ้ำทุกครั้งที่เสียงในหัวเริ่มดังขึ้น
พูดคุยกับใครสักคนที่ไว้ใจได้
imposter syndrome เติบโตในความเงียบ ยิ่งเราซ่อนความรู้สึกนี้ไว้คนเดียว มันยิ่งมีพลัง ลองบอกใครสักคนที่ไว้ใจได้ว่าเรารู้สึกยังไง บ่อยครั้งที่เราจะพบว่าคนที่เราคิดว่าเก่งที่สุดก็เคยรู้สึกแบบเดียวกัน
อนุญาตให้ตัวเองเป็นคนที่กำลังเรียนรู้
ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง และการไม่รู้บางอย่างไม่ได้แปลว่าเราเป็นตัวปลอม แต่แปลว่าเราเป็นมนุษย์ที่กำลังเติบโต
หน้ากากที่เราใส่อยู่ไม่ได้ซ่อนอะไรที่น่าอับอายไว้ มันซ่อนความเปราะบางที่เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นคนเก่ง คนที่เก่งจริงๆ ไม่ใช่คนที่ไม่เคยกลัว แต่เป็นคนที่กลัวแล้วยังเดินต่อ ค่อยๆ ถอดหน้ากากลงได้นะ ไม่ต้องรีบ ใบหน้าข้างใต้มันสวยกว่าที่เสียงในหัวบอก
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
ความกลัวว่าเริ่มช้าเกินไปไม่ใช่เสียงจากใจเราจริงๆ แต่เป็นกรอบที่สังคมหล่อหลอมมาให้เชื่อว่าชีวิตต้องวิ่งให้ถึงเส้นชัยเร็วที่สุด