เก็บหลักฐานความพยายามเมื่อ ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ ทำให้สงสัยตัวเอง “เราเก่งพอที่จะอยู่ตรงนี้จริงๆ หรอ?” ในวันที่ต้องรับโปรเจกต์ใหม่ หรือวันที่เจ้านายเรียกไปชมเชย แทนที่ใจจะฟู หลายคนกลับรู้สึกตรงกั

“เราเก่งพอที่จะอยู่ตรงนี้จริงๆ หรอ?”
ในวันที่ต้องรับโปรเจกต์ใหม่ หรือวันที่เจ้านายเรียกไปชมเชย แทนที่ใจจะฟู หลายคนกลับรู้สึกตรงกันข้าม ความคิดที่ว่า “เขาต้องเข้าใจผิดแน่ๆ” หรือ “เดี๋ยวเขาต้องรู้ความจริงว่าเราไม่ได้เก่งขนาดนั้น” จะเริ่มทำงาน อาการ imposter syndrome ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ เป็นศัตรูตัวฉกาจที่ชอบขโมยความภาคภูมิใจไปจากเราเสมอ
เมื่อเราถูกครอบงำด้วยความรู้สึกนี้ เรามักจะมองข้าม “ความพยายาม” ของตัวเอง แล้วไปยกเครดิตให้กับ “โชค” หรือ “ความบังเอิญ” แทน ถ้าเธอกำลังตกอยู่ในวังวนนี้ เราอยากชวนมาสร้าง “กล่องเก็บหลักฐาน” เพื่อเอาไว้ต่อสู้กับเสียงตัวปลอมในหัวกันนะ
จุดอ่อนของ Imposter Syndrome คือมันมักจะพูดด้วยความรู้สึก (Feelings) มากกว่าข้อเท็จจริง (Facts) มันจะบอกเราว่า “เธอแย่มาก” แต่ไม่ยอมบอกว่าแย่ตรงไหน และในขณะเดียวกัน มันจะทำลายหลักฐานความสำเร็จทั้งหมดที่เราเคยมี เพื่อให้เราเชื่อว่าเราเป็นตัวปลอมจริงๆ
วิธีรับมือที่ได้ผลที่สุด จึงไม่ใช่การพยายามเถียงกับตัวเองด้วยความรู้สึก แต่เป็นการใช้ “หลักฐานที่จับต้องได้” มายืนยันต่างหาก
ในวันที่ imposter syndrome ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ โจมตีหนักๆ ลองใช้วิธีนี้ดึงความมั่นใจกลับมานะ:
ลองเปิดโฟลเดอร์หรืออัลบั้มรูปขึ้นมาหนึ่งอัน แล้วเก็บภาพหรือข้อความที่เป็นความสำเร็จของตัวเองลงไป ไม่ว่าจะเป็น อีเมลชมเชยจากลูกค้า แชทที่เพื่อนร่วมงานขอบคุณ หรือแม้แต่เรซูเม่ของตัวเอง การรวบรวมสิ่งเหล่านี้ไว้ในที่เดียว จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในวันที่เราสงสัยตัวเอง
ความสำเร็จไม่ได้แปลว่าต้องเพอร์เฟกต์ 100% ลองจดบันทึกความพยายามเล็กๆ เช่น “วันนี้กล้าพรีเซนต์งานแม้จะสั่นนิดหน่อย” หรือ “วันนี้แก้โค้ดบั๊กที่แก้มาสองวันได้แล้ว” หลักฐานของความพยายามนี่แหละ คือสิ่งที่ยืนยันว่าเธอไม่ใช่ตัวปลอม เธอคือคนเก่งที่กำลังลงมือทำต่างหาก
เมื่อไหร่ที่รู้สึกแย่ ให้เปิดแฟ้มนี้ขึ้นมาอ่าน แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าคนในแฟ้มนี้เป็นเพื่อนสนิทของเรา เราจะบอกว่าเขาเป็นตัวปลอม หรือเราจะชื่นชมความพยายามของเขา?”
โชคชะตาอาจจะมีส่วนช่วยเบิกทาง แต่คนที่ลงมือทำและพยายามจนมันสำเร็จ คือตัวเธอเองนะ ไม่มีโชคดีไหนที่สร้างผลงานได้ 100% โดยไม่ต้องลงแรงหรอก
ถ้า imposter syndrome ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ ยังทำให้ใจสั่นไหว ลองแวะมาเติมเต็มถ้อยคำใจดีให้กับตัวเอง เพื่อยืนยันคุณค่าและรับฟังเสียงหัวใจตัวเองกันนะ
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
รู้สึกเป็นตัวปลอมไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งจริง แต่แปลว่าเราใส่ใจ และการใส่ใจนั้นคือคุณค่าที่เรามองข้าม