บาดแผลจากการเติบโตมาในครอบครัวที่อาจจะไม่ได้อบอุ่นอย่างที่หวัง มักจะทิ้งร่องรอยไว้ในใจเราจนถึงตอนโต แต่ข่าวดีก็คือ วันนี้เราสามารถรับบทเป็น "พ่อแม่คนใหม่" ที่ใจดี และมอบความรักในแบบที่เราสมควรได้รับมาตลอดให้กับตัวเองได้แล้วนะ

เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราทำผิดพลาด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการทำน้ำหก หรือส่งอีเมลผิด เสียงในหัวของเรามักจะดังขึ้นมาทันทีว่า ทำไมถึงโง่แบบนี้นะ แค่นี้ก็ทำไม่ได้ หรือ เป็นคนไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ
เสียงตำหนิที่ดุดันและไร้ความปรานีเหล่านั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่เสียงของเราเองตั้งแต่แรก แต่มันคือเสียงที่เราซึมซับและลอกเลียนแบบมาจากผู้เลี้ยงดูในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือญาติผู้ใหญ่ ที่เคยใช้คำพูดเหล่านั้นกับเราเมื่อหลายสิบปีก่อน สมองของเราบันทึกเสียงเหล่านั้นไว้ และนำมาใช้เป็นเสียงประจำตัว (Inner Critic) ในการพูดคุยกับตัวเองจนถึงทุกวันนี้
วันก่อนมีเพื่อนคนหนึ่งมานั่งร้องไห้ให้ฟัง เขาเพิ่งประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้เลื่อนตำแหน่งตามที่ฝันไว้ แต่เขากลับไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่างเปล่าและเอาแต่คิดว่า ตัวเองยังเก่งไม่พอ ยังมีคนที่เก่งกว่านี้อีกเยอะ เขาไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้หรอก
เมื่อลองย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต จึงพบว่าตอนเด็กๆ ไม่ว่าเขาจะสอบได้คะแนนดีแค่ไหน สิ่งที่เขาได้รับจากที่บ้านไม่ใช่อ้อมกอดหรือคำชม แต่เป็นคำพูดที่ว่า อย่าเพิ่งเหลิงไปนะ คราวหน้าต้องทำให้ได้เต็มสิบ หรือ ดูลูกบ้านโน้นสิ เขาไปถึงไหนกันแล้ว เขาเติบโตมากับการต้องวิ่งไล่ตามมาตรฐานที่ไม่มีวันเอื้อมถึง เพื่อแลกกับเศษเสี้ยวของการยอมรับ
ในทางจิตวิทยา เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนพ่อแม่หรือวัยเด็กของเราได้ บาดแผลบางอย่างอาจเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้เลี้ยงดู แต่สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้คือ เด็กน้อยในใจที่ยังคงหิวโหยความรักและความรู้สึกปลอดภัยมาจนถึงตอนนี้
แต่ข่าวดีที่ทรงพลังที่สุดก็คือ แม้เราจะเลือกครอบครัวที่เกิดไม่ได้ แต่ในวันนี้ที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราสามารถเลือกที่จะเป็น พ่อแม่คนใหม่ ให้กับตัวเองได้แล้ว กระบวนการนี้เรียกว่า Reparenting หรือการดูแลตัวเองด้วยความรัก ความเข้าใจ และความมั่นคง แบบเดียวกับที่พ่อแม่ในอุดมคติควรจะทำให้กับลูก
การเป็นพ่อแม่ให้ตัวเอง ไม่ใช่การลืมอดีตหรือการอกตัญญู แต่คือการยอมรับความจริงว่า ผู้ใหญ่ในอดีตอาจจะไม่มีเครื่องมือที่ดีพอในการดูแลจิตใจเรา ดังนั้นวันนี้เราจึงขอรับไม้ต่อ เพื่อมาดูแลเด็กคนนี้ด้วยวิธีที่ดีกว่าเดิม อ่อนโยนกว่าเดิม และปลอดภัยกว่าเดิม
เข้าใจเลยนะว่าการต้องมานั่งเปลี่ยนเสียงในหัวที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต มันเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติและท้าทายมากๆ เวลาที่ทำพลาดแล้วจะให้หันมาชมตัวเอง มันอาจจะรู้สึกแปลกๆ หรือรู้สึกตอแหลในตอนแรก ใครๆ ก็คงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกันทั้งนั้นแหละ
แต่อยากชวนให้ลองค่อยๆ ปรับวิธีดูแลตัวเองทีละนิด ลองสวมบทบาทเป็นผู้พิทักษ์ใจดี แล้วนำวิชาเหล่านี้ไปใช้ดูแลเด็กน้อยในใจของเราดูนะ
สังเกตเสียงตำหนิและเปลี่ยนเป็นเสียงปลอบโยน
เมื่อไหร่ที่เสียงดุด่าในหัวเริ่มทำงาน ลองหยุดฟังแล้วถามตัวเองว่า พ่อแม่ที่ใจดีจะพูดประโยคนี้กับลูกที่กำลังเสียใจไหม ถ้าคำตอบคือไม่ ให้เราลองเปลี่ยนประโยคใหม่ เช่น จากคำว่า ทำไมโง่แบบนี้ เปลี่ยนเป็น ไม่เป็นไรนะ พลาดไปแล้วเดี๋ยวเราค่อยๆ แก้ไขกันใหม่ เราทำเต็มที่แล้ว
สร้างกฎเกณฑ์ที่ปกป้องตัวเอง
พ่อแม่ที่ดีไม่ใช่แค่ใจดี แต่ต้องรู้จักปกป้องลูกจากอันตรายด้วย การ Reparenting จึงรวมถึงการกล้าปฏิเสธคนที่มาเอาเปรียบ กล้าเดินออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ และกล้าขีดเส้นแบ่งเวลาพักผ่อนให้ตัวเอง การตั้งขอบเขต (Boundaries) คือการบอกเด็กในใจว่า เราจะปกป้องเขาเอง
อนุญาตให้ตัวเองได้พักและเล่นสนุก
เด็กทุกคนต้องการเวลาเล่นสนุกโดยไม่ต้องมีสาระ ถ้าวัยเด็กของเราต้องเติบโตก่อนวัย หรือต้องรับผิดชอบอะไรเกินตัว ลองอนุญาตให้ตัวเองในวันนี้ได้ทำเรื่องไร้สาระบ้าง นั่งระบายสี ซื้อตุ๊กตาที่ชอบ หรือนอนดูการ์ตูนทั้งวันโดยไม่ต้องรู้สึกผิด นี่คือการมอบพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
พ่อแม่ที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัย มักจะเป็นคนที่พูดแล้วไม่ทำตามสัญญา ถ้าเราอยากสร้างความไว้ใจให้เด็กในใจ เราต้องเริ่มจากการรักษาสัญญาเล็กๆ กับตัวเองก่อน เช่น สัญญาว่าจะนอนเร็ว สัญญาว่าจะดื่มน้ำเยอะๆ หรือสัญญาว่าจะพาตัวเองไปกินของอร่อย แล้วลงมือทำสิ่งนั้นจริงๆ
ถ้าช่วงแรกๆ ที่ลองทำแล้วรู้สึกต่อต้าน หรือเผลอกลับไปดุด่าตัวเองแรงๆ อีก ก็ไม่เป็นไรเลยนะ ความเคยชินที่ฝังรากมาหลายสิบปี ไม่สามารถลบหายไปได้ในวันสองวันหรอก แค่เราเริ่มรู้ตัวและพยายามใจดีกับตัวเองให้มากขึ้นทีละนิด ก็ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่มากๆ แล้ว
เราไม่สามารถแก้ไขวัยเด็กที่ขาดแหว่งได้ แต่เรามีอำนาจเต็มที่ ที่จะสร้างวัยผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรักและการโอบกอด... ขอให้เธอมีความสุขกับการรับบทเป็นผู้ใหญ่ใจดีของตัวเองนะ
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากคุณรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...

อากาศที่ร้อนจัดในช่วงสงกรานต์ มักพัดพาเอาความหงุดหงิดและความว้าวุ่นใจมาให้เราได้ง่ายๆ สงกรานต์นี้ เราขอชวนทุกคนมาทำ "Songkran Retreat" ด้วยวิชาสาดน้ำให้ใจเย็นลง เพื่อให้วันหยุดยาวนี้เป็นพื้นที่พักพิงที่แท้จริง