คิดจะลาออกเพื่อเอาชีวิตคืน แต่ยังลังเลอยู่ บทความนี้ช่วยเช็กใจ เช็กเงิน และวางแผนทางเลือกก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน

มีช่วงเวลาหนึ่งที่เรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วรู้สึกเหมือนกำลังมองผ่านกระจกบังลมที่มืดมนด้านเดียว เห็นคนอื่นเดินผ่านไปมาด้วยใบหน้าที่ดูมีทิศทาง ส่วนเรานั้นยังนั่งอยู่ตรงนี้ ในห้องเดิม กับงานที่ทำมานานจนจำไม่ได้แล้วว่าวันแรกเริ่มต้นด้วยความหวัง หรือด้วยความจำเจน
ความคิดที่อยากลาออก อยากเปลี่ยนงาน อยากได้เวลาชีวิตคืน — ไม่ใช่ความคิดที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนนะ มันสะสมมาทีละเล็กทีละน้อย เหมือนน้ำค้างที่ก่อตัวบนใบไม้จนหนักเกินกว่าจะเกาะอยู่ได้ แล้ววันหนึ่งก็หยดลงมา ไม่ใช่เพราะใบไม้อ่อนแอ แต่เพราะมันแบกรับมานานพอแล้ว
แต่คำถามที่ตามมาทุกครั้งคือ — แล้วจะไปไหน เงินพอไหม พอรับไหวมั้ย คนรอบข้างจะมองยังไง คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายนะ เป็นเครื่องหมายว่าเรายังมีสติ ยังรับผิดชอบตัวเองได้ และไม่ได้กระโดดลงไปโดยไม่มองว่าน้ำลึกแค่ไหน
เช็กใจก่อนเปิดประตู — ลองถามตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ว่า เราอยากออกเพราะงานนี้ทำร้ายเราจริงๆ หรือเพราะเราเหนื่อยชั่วคราว ถ้าทุกเช้าตื่นมาแล้วรู้สึกว่าหัวใจหนักอึ้งจนแทบลุกไม่ขึ้น ถ้าวันหยุดกลายเป็นเวลาที่ใช้ฟื้นตัวจากบาดแผลของวันทำงานแทนที่จะเป็นเวลาที่มีความหมาย ถ้าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณว่ามันทนไม่ไหวแล้ว — นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นเสียงจากข้างในที่บอกว่าเกราะกันกระแทกใจของเรากำลังแตกร้าว
เตรียมเสบียงก่อนเดินทาง — ไม่จำเป็นต้องมีเงินเก็บก้อนโตระดับอิสรภาพทางการเงิน แต่ต้องมีที่กักกันฉุกเฉินพอที่จะมีชีวิตอยู่ได้สามถึงหกเดือนโดยไม่ต้องตื่นตระหนก เริ่มจากการจดรายจ่ายจริงๆ ดูว่าเบ็ดเสร็จเดือนนึงใช้เท่าไหร่ แล้วคูณสาม นั่นคือจำนวนเงินขั้นต่ำที่จะทำให้เราสามารถหายใจได้เมื่อเดินออกจากประตูนั้น ถ้ายังไม่ถึงตัวเลขนั้น ไม่ต้องกลัวนะ แค่เริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้ แม้เดือนละนิดก็ยังดีกว่าไม่เริ่มเลย
วาดแผนที่ทางเลือก — ก่อนจะลาออก ลองสำรวจดูก่อนว่าทางเลือกที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง อาจจะเป็นการหางานใหม่ไปพร้อมๆ กับทำงานเดิมอยู่ หรือลองทำโปรเจกต์เล็กๆ ในเวลาว่างดูก่อนว่าทางนั้นเดินได้จริงไหม หรืออาจจะเป็นการลดวันทำงาน ขอเปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายทีม — ทางรอดไม่จำเป็นต้องหมายถึงการจากไปเสมอไป บางครั้งมันหมายถึงการปรับท่าทางให้เหมาะกับร่างกายที่เปลี่ยนไป
เราไม่จำเป็นต้องมีแผนสมบูรณ์แบบก่อนจะเริ่มเดินนะ แต่การมีเข็มทิศสักเล่ม แม้จะส่ายไปมาบ้าง ยังดีกว่าการยืนนิ่งอยู่กับที่จนขาชา ที่พักใจมีแบบทดสอบที่ช่วยเช็กทิศทางให้เห็นว่าเราอยู่จุดไหนของการเดินทางครั้งนี้ และอะไรคือก้าวถัดไปที่พอเอื้อมถึง
ประตูนั้นไม่ได้ล็อกอยู่นะ แค่เรายังไม่แน่ใจว่าพร้อมจะเปิด และการที่เรายังถามตัวเองอยู่ — นั่นแหละแสดงว่าเรากำลังใช้ความคิด ไม่ใช่ความหุนหันพลันแล่น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่มีคุณค่าที่สุด
ถ้ากำลังเช็กใจอยู่ว่าพร้อมจะก้าวออกไปไหม ลองอ่านบทความที่เกี่ยวข้องเหล่านี้:
ยังไม่แน่ใจว่าพร้อมจริงไหม ลองทำ แบบทดสอบเช็กความพร้อมก่อนลาออก ดูก่อน
เพื่อนคนหนึ่งที่เคยล้มและเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิต ที่พักใจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะขอบอกว่า “พักก่อนได้นะ ไม่มีใครเร่ง” ในวันที่เหนื่อยและหมดไฟ
บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงและการศึกษา มิได้มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หากเธอรู้สึกแย่ลง โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กำลังรู้สึกแบบนี้...
เก็บหลักฐานความพยายามเมื่อ ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ ทำให้สงสัยตัวเอง “เราเก่งพอที่จะอยู่ตรงนี้จริงๆ หรอ?” ในวันที่ต้องรับโปรเจกต์ใหม่ หรือวันที่เจ้านายเรียกไปชมเชย แทนที่ใจจะฟู หลายคนกลับรู้สึกตรงกั